พญ.นปภา ฉายอำพร

ศัลยแพทย์

วุฒิบัตร

ศัลยแพทย์
วัน เวลา
จันทร์ 08:00 - 18:00
อังคาร 09:00 - 18:00
พุธ 09:00 - 18:00
พฤหัสบดี 09:00 - 17:00
อาทิตย์ 08:00 - 20:00
การศึกษา
● แพทยศาสตรบัณฑิต คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
● วุฒิบัตรศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลภูมิพล

พญ.นปภา ฉายอำพร สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จากนั้นได้ศึกษาต่อวุฒิบัตรศัลยศาสตร์ ที่โรงพยาบาลภูมิพล คุณหมอได้เล่าถึงแรงบันดาลใจและประสบการณ์ในการศึกษาว่า…
     “ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ก็จะมีโอกาสเรียนผ่านวอร์ดต่างๆ แต่ที่หมอชอบและรู้สึกถนัดเป็นพิเศษก็ตอนที่เข้าเรียนและฝึกปฏิบัติในแผนกศัลยกรรม คือชอบทั้งในเนื้อหาเพราะรู้สึกว่าเข้าใจง่ายและตรงไปตรงมา รวมถึงมีความท้าทายในการทำหัตถการด้วย และตอนได้ลงมือทำหมอก็ชอบ ชอบผ่าตัด ชอบจับมีด ชอบเย็บแผล รู้สึกว่าทำได้ถนัดมือ”

คนไข้กลุ่มหลักที่คุณหมอให้การรักษา 
จากที่ คุณหมอนปภา เป็นศัลยแพทย์มานานกว่า 7 ปี (2564) คนไข้ที่โรงพยาบาลเปาโลเกษตร ที่คุณหมอทำการรักษาอยู่เป็นประจำมักจะมาด้วยอาการปวดท้องเป็นหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50% ของคนไข้ทั้งหมดที่คุณหมอดูแล ส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะเป็นโรคทั่วไป รวมถึงอุบัติเหตุที่มีแทบทุกวัน มีตั้งแต่เบาๆ มีบาดแผลถลอก แผลฉีกขาด จนถึงอุบัติเหตุรุนแรงที่ต้องมีการผ่าตัด แต่คนไข้หลักๆ จะอยู่ในกลุ่มอาการปวดท้อง คุณหมอบอกว่า…
     “อาการปวดท้องเกิดได้จากหลายสาเหตุมาก ถ้าเป็นผู้หญิงก็อาจจะเป็นโรคที่ไปทางสูติ-นรีเวช ถ้าคนไข้ทั่วไปก็อาจจะเป็นด้านอายุรกรรม หรือระบบทางเดินอาหารและลำไส้โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่คนไข้กังวลคือผลการวินิจฉัย คือกลัวว่าจะมีโรคอื่นๆ แทรกซ้อนที่ต้องมีการผ่าตัดหรือเปล่า? เพราะถ้าเป็นอาการปวดท้องแบบไม่ต้องผ่าตัดก็มักรักษาให้หายได้ด้วยการกินยา แต่ถ้าเมื่อไหร่ตรวจพบว่าจำเป็นต้องผ่าตัด คนไข้ก็จะต้องมาที่แผนกศัลยกรรมนี้ ดังนั้นถ้ามีอาการปวดท้องและบ่งบอกว่าใกล้เคียงกับการจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ หมอก็จะช่วยตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อทำการรักษาต่อไป
     ซึ่งไม่ว่าเป็นโรคใดๆ หากพิจารณาแล้วว่าต้องรักษาด้วยการผ่าตัด คนไข้ก็มักกลัว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดตัวหมอเองเป็นศัลยแพทย์ก็ยังกลัวการผ่าตัดเหมือนกัน ดังนั้นเพื่อให้คนไข้คลายกังวล หมอจะอธิบายให้เข้าใจถึงความจำเป็นและขั้นตอนการรักษา เพราะหลายกรณีถ้ารักษาช้าจะเกิดผลเสียอย่างมาก หมอจะให้ข้อมูลทุกๆ ทางเพื่อให้คนไข้เข้าใจ ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อคนไข้ได้ฟังแล้วก็มักจะตัดสินใจรักษาไปตามทิศทางที่หมอแนะนำ”

เพราะข้อมูลของอาการนั้นสำคัญ จึงต้องซักประวัติอย่างละเอียด
ในทุกการตรวจรักษา คุณหมอนปภา จะทำการซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด ยิ่งคนไข้มาด้วยอาการปวดท้องซึ่งมีหลายแบบ การรู้อาการอย่างละเอียดจึงมีความจำเป็นและสำคัญอย่างมากต่อการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ…
     “หมอขอยกตัวอย่างเคสคนไข้ไส้ติ่งอักเสบ ซึ่งส่วนใหญ่คนไข้จะมาด้วยอาการปวดท้อง ตรงนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า การซักประวัติสอบอาการและตรวจร่างกายคือขั้นตอนหลักเลยที่จะต้องปฏิบัติ เพราะจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยโรคได้ถึง 80% ก่อนที่จะส่งตรวจด้วยเครื่องมือต่างๆ อย่างละเอียดตามความจำเป็น ดังนั้นการที่หมอถามซอกแซกทุกแง่มุม เพราะการปวดท้องในแต่ละโรคจะมีอาการแสดงแตกต่างกันออกไป เมื่อหมอทราบประวัติอาการแล้ว ก็จะทำการตรวจร่างกาย ซึ่งจะดูโดยภาพรวม มีการคลำ จับ เคาะฟังเสียง ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา เพื่อจะได้รู้ว่าตำแหน่งที่เกิดการปวดท้องรวมทั้งอาการที่แสดงนั้นเกิดจากจุดไหน เพื่อให้ระบุโรคได้อย่างแม่นยำที่สุด ตรงนี้ก็ต้องอาศัยประสบการณ์ของหมอให้เป็นประโยชน์
ซึ่งถ้าคนไข้มาด้วยโรคไส้ติ่งอักเสบที่เป็นเคสฉุกเฉิน ตอนนี้ทางโรงพยาบาลเปาโล เกษตร ก็มีการนำเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องเข้ามาใช้ ซึ่งกว่า 95% ของเคสผ่าตัดไส้ติ่งของที่นี่จะใช้เทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องทั้งหมด ยกเว้นในบางรายที่พิจารณาแล้วว่าการผ่าตัดส่องกล้องอาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมในเคสนั้นๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องธรรมดา ข้อดีของการผ่าตัดไส้ติ่งโดยใช้เทคนิคการส่องกล้อง คือช่วยให้แพทย์มองเห็นอวัยวะภายในช่องท้องได้ชัดเจนในทุกมุมมอง ทำให้การผ่าตัดมีความเสี่ยงน้อยลงมากๆ คนไข้เองก็จะมีแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้ไวมากปกติ”

การนำเครื่องมือและเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการตรวจรักษา
สำหรับคนไข้ที่มีอาการปวดท้อง สิ่งที่ช่วยได้มากคือการทำ investigation นั่นคือการตรวจทางรังสี ซึ่งคุณหมอนปภา จะพิจาณาว่าควรจะส่งตัวคนไข้ให้แพทย์รังสีช่วยทำการตรวจเอกซเรย์ ด้วยหรือไม่ นอกจากนี้อาจมีการทำอัลตร้าซาวด์ หรือทำ CT scan (เอกซเรย์คอมพิวเตอร์) ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงว่าจำเป็นต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมหรือไม่ ทว่าการทำ investigation โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย เพื่อให้เกิดการวางแผนการรักษาอย่างตรงจุดมากขึ้น

การรักษาต้องฉับไว ด้วยความตั้งใจและความรักในการเป็นศัลยแพทย์
ศัลยแพทย์มักถูกเรียกตัวให้มาผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินอยู่บ่อยๆ คุณหมอนปภา จึงต้องเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ ตลอดการรักษาที่ผ่านมาก็มีคนไข้ที่มาด้วยอาการหนักหนาสาหัสทั้งจากอุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาท ซึ่งการรักษาอย่างทันท่วงทีไม่ว่าจะเป็นเวลาใดนั้นมีความจำเป็นมาก…
     “มีอยู่เคสหนึ่งที่จำไม่ลืมเลยคือ คนไข้ถูกแทงมาบริเวณช่องท้องด้านบนและเลือดไหลไม่หยุด ทำให้คนไข้ช็อก หมอก็เลยรีบนำคนไข้เข้าห้องผ่าตัดทันทีภายใน 15 นาทีจากที่มาถึงห้องฉุกเฉิน ทุกอย่างต้องพร้อมและรีบเร่ง เพราะทุกวินาทีคือนาทีชีวิตของคนไข้ เคสนี้ก็มีการผ่าตัดด้วยการเปิดช่องท้อง และผลการผ่าตัดก็เรียบร้อยดี คนไข้ปลอดภัย พักฟื้นไม่นานก็กลับบ้านได้”
      นี่คือเหตุผลหนึ่ง ที่บอกได้ว่า ศัลยแพทย์ อย่างคุณหมอนปภา มีความรักในอาชีพแพทย์ รักในสิ่งที่ทำ ซึ่งคุณหมอก็บอกว่า…
     “งานอะไรก็ตามที่เราทำแล้วรู้สึกมีคุณค่าก็จะกลายเป็นแรงผลักดัน และเป็นกำลังใจให้เราสามารถทำงานในทุกๆ วันอย่างมีความสุข หมอคิดว่ามีคนไข้อีกมากที่ไม่มีโอกาสที่จะเข้าถึงโรงพยาบาลที่ดี หรือเจอหมออย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้นเราก็ต้องทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด รักษาคนไข้ทุกคนที่เข้ามาหาเราให้ดีเท่าเทียมกัน มีสิ่งไหนที่จำเป็นต้องทำ ต้องใช้ ต้องรักษา ก็ต้องทำ เพื่อให้คนไข้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้จากการรักษาของเรา”