เช็กอาการปวดท้องแบบไหนเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี
โรงพยาบาลเปาโลรังสิต
13-ก.ย.-2564
เช็กอาการปวดท้องแบบไหนเกิดจากนิ่วในถุงน้ำดี

           นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstones) คือ ก้อนนิ่วขนาดเล็กที่เกิดขึ้นในถุงน้ำดี มักเกิดขึ้นเมื่อส่วนประกอบของน้ำดีโดยเฉพาะคอเลสเตอรอลและบิลิรูบิน (สารให้สีในน้ำดี) ตกตะกอนผลึกเป็นก้อน โดยก้อนนิ่วที่เกิดขึ้นนี้อาจมีขนาดเล็กเท่าเม็ดทรายหรือใหญ่เท่าลูกกอล์ฟ และอาจมีได้ตั้งแต่หนึ่งก้อนจนถึงหลายร้อยก้อนก็เป็นได้ ส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดอาการใด ๆ และอาจไม่จำเป็นต้องรักษา




นิ่วในถุงน้ำดีมี 2 ชนิดหลัก ได้แก่
1. นิ่วในถุงน้ำดีชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol Gallstones) ซึ่งเป็นชนิดที่พบมากที่สุด มักมีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เหลืองหรือเขียว และนิ่วในถุงน้ำดีมักจะประกอบด้วยคอเลสเตอรอลที่ไม่ถูกละลายไปและอาจมีส่วนประกอบของสารอื่น ๆ
2. นิ่วในถุงน้ำดีชนิดที่เกิดจากเม็ดสีหรือบิลิรูบิน (Pigment Gallstones) มักจะเป็นสีน้ำตาลหรือดำซึ่งเกิดจากน้ำดีที่มีสารบิลิรูบิน (Bilirubin) มากเกินไป

อาการที่พบได้บ่อย คือ
1. ปวดท้องอย่างรุนแรงโดยเฉพาะบริเวณช่วงท้องส่วนบนหรือด้านขวา โดยมีระยะเวลาปวดตั้งแต่ 15 นาทีถึงหลายชั่วโมง และอาจมีอาการปวดร้าวไปยังบริเวณกระดูกสะบักหรือบริเวณไหล่ด้านขวา
2. อาการทางระบบทางเดินอาหารอื่นๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย แสบร้อนที่ยอดอก มีลมในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะเสียดแน่นท้องบริเวณลิ้นปี่หลังรับประทานอาหารมัน
3. หากมีอาการของถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน จะทำให้มีไข้ ปวดท้องใต้ ชายโครงขวา และอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้มได้




สาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดี
1. น้ำดี (Bile) มีคอเลสเตอรอลมากเกินไป ซึ่งโดยปกติในน้ำดีของคนเรา จะมีสารเคมีที่ขับออกมาโดยตับสำหรับละลายคอเลสเตอรอลอย่างเพียงพอแต่หากตับขับคอเลสเตอรอลมามากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการก่อตัวจนเกิดตะกอนและกลายเป็นก้อนนิ่วได้ในที่สุด
2. น้ำดีมีสารบิลิรูบิน (Bilirubin) มากเกินไป สารบิลิรูบินเป็นสารเคมีที่ผลิตขึ้นเมื่อเซลล์เม็ดเลือดถูกทำลายหรือตายลง หรืออาจเกิดจากบางภาวะที่ทำให้ตับผลิตสารบิลิรูบินมามากเกินไป เช่น โรคตับแข็ง การติดเชื้อระบบทางเดินน้ำดี หรือความผิดปกติเกี่ยวกับเลือดบางชนิด เช่น โรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมีย และโรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD
3. ถุงน้ำดีขับของเสียออกได้อย่างไม่เหมาะสม ทำให้น้ำดีอาจอยู่ในสภาพที่มีความเข้มข้นมาก ซึ่งอาจก่อตัวเป็นนิ่วได้ในที่สุด

การป้องกันและรักษา
1. ไม่ควรข้ามมื้ออาหารหรืออดอาหาร เพราะจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดนิ่วในท่อน้ำดี ควรรับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบทุกมื้อในทุกวัน
2. หากต้องการจะลดน้ำหนัก ควรค่อย ๆ ลดอย่างช้า ๆ เพราะหากน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดนิ่วในท่อน้ำดีได้ ควรพยายามลดน้ำหนักให้ได้ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม / 1 สัปดาห์
3. รักษาน้ำหนักตัวให้มีความสมดุลและดีต่อสุขภาพ เพราะโรคอ้วนและมีน้ำหนักตัวมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ ควรลดปริมาณแคลลอรีในการรับประทานอาหาร และเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อช่วยรักษาน้ำหนักตัวไม่ให้มากเกินไป และหากมีน้ำหนักตัวพอดีแล้วก็ควรรักษาเอาไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง
4. ลดอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง
5. หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ
6. การผ่าตัดถุงน้ำดี
7. การผ่าตัดถุงน้ำดีแบบเปิดหน้าท้อง
8. การผ่าตัดถุงน้ำดีโดยการส่องกล้อง (laparoscopic cholecystectomy)การป้องกัน และการรักษาอาการ ส่วนใหญ่ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีจะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็น และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายด้วยโรคอื่นๆ แต่เมื่อมีอาการเกิดขึ้น



ปรึกษาปัญหาสุขภาพ
โรงพยาบาลเปาโล รังสิต โทร 0-2577-8111
รับข่าวสารและกิจกรรมทางสุขภาพดีๆ ได้ที่
Facebook : โรงพยาบาลเปาโล รังสิต
Line ID : @paolorangsit

เพิ่มเพื่อน