รู้ทันอาการโรคนิ่ว...ท่อน้ำดี
โรงพยาบาลเปาโลเกษตร
12-ต.ค.-2564

น้ำดี (bile or gall) เป็นของเหลวสีเหลือง หรือเขียว มีรสขม สร้างมาจากเซลล์ตับ (hepatocyte) ไหลลำเลียงผ่านทางท่อน้ำดี ซึ่งเป็นท่อขนาดเล็กที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 มิลลิเมตร  ไปยังจุดพักรอที่ ถุงน้ำดี ก่อนส่งระบายออกไปยังลำไส้เล็กส่วนต้น เพื่อทำหน้าที่ย่อยอาหาร เมื่อใดก็ตามที่ระบบการไหลเวียนของน้ำดีมีปัญหา เช่น อายุมากขึ้น อ้วน น้ำหนักลดลงเร็วๆ อาจทำให้เกิดการตกตะกอนของน้ำดีกลายเป็น นิ่ว ในที่สุด

 

นิ่ว...มาจากไหน ?

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นนิ่วที่พบบ่อยเกิดจากการตกตะกอนของเกลือในถุงน้ำดีที่มีความเข้มข้นมากกว่าปกติ สามารถพบได้ในผู้หญิง และผู้ชายในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน โดยส่วนมากมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายเล็กน้อย โดยเฉพาะในช่วงอายุประมาณ 40  - 50 ปี

 

สามารถตรวจพบได้ผ่านการอัลตร้าซาวด์ช่องท้อง โดยมีอาการบ่งชี้ที่สามารถสังเกตได้ คือ อาการปวดท้องตื้อ รุนแรง บริเวณใต้ชายโครงขวานานเป็นชั่วโมง คลื่นไส้อาเจียน เมื่อเวลาผ่านไปอาการปวดนั้นจะทุเลาหายไปได้เอง แต่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ หากปล่อยอาการเหล่านี้ทิ้งไว้นานวันอาจเกิดอาการแทรกซ้อนตามมาได้ เช่น ถุงน้ำดีอักเสบ นิ่วในท่อน้ำดี และมะเร็งถุงน้ำดี

 

นิ่วในท่อน้ำดี คือ อาการแทรกซ้อนที่สำคัญของนิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากนิ่วที่หล่นมาจากถุงน้ำดี หรือเกิดขึ้นได้เองภายในท่อน้ำดี จากสาเหตุการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำๆภายในท่อน้ำดี โดยในปัจจุบันพบว่าการเกิดนิ่วในท่อน้ำดี  มีมากถึง 5 – 20 % ของผู้ป่วยที่เป็นนิ่วถุงน้ำดี และพบความเสี่ยงของป่วยด้วยโรคนี้มากในผู้สูงอายุ


สังเกตอาการ ระวังเสี่ยงเป็น...โรคนิ่วท่อน้ำดี

นิ่วในท่อน้ำดี มักจะมีอาการที่เด่นชัดกว่า นิ่วถุงน้ำดี คือ

  • ปวดท้องบริเวณลิ้นปี่
  • ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา
  • ปวดท้องนานต่อเนื่อง 2 ชั่วโมง ขึ้นไป
  • คลื่นไส้อาเจียน

 

 เป็นนิ่วท่อน้ำดี...เสี่ยงโรคแทรกซ้อน

อาการปวดท้องเนื่องจากการเกิดนิ่ว  สามารถหายได้เองหากว่านิ่ว นั้นมีการหลุดออกไปจากท่อน้ำดี แต่จำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสม เพราะอาการดังกล่าวนั้นมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ และยังมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนตามมา คือ

1. ตับอ่อนอักเสบ

ตับอ่อน จะทำหน้าที่ ในการย่อยอาหาร ซึ่งท่อตับอ่อนและท่อน้ำดี จะมารวมเจอกันที่บริเวณปลายลำไส้ เพื่อส่งทำหน้าที่ย่อยอาหารในลำไส้ หากมีการอุดกั้นของนิ่วท่อน้ำดี ขึ้นก็จะส่งผลทำให้มีการอุดกั้นของท่อตับอ่อนด้วย จึงเป็นสาเหตุทำให้ตับอ่อนอักเสบในที่สุด ซึ่งถือเป็นอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงของ โรคนิ่วในท่อน้ำดี

2. การติดเชื้อในท่อน้ำดี
  • ไข้สูง
  • หนาวสั่น
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง

3. ติดเชื้อในกระแสเลือด
4. ตับแข็ง
5. มะเร็งท่อน้ำดี
6. มะเร็งตับ


การตรวจวินิจฉัยค้นหา...นิ่วในร่างกาย

  • เจาะเลือด ตรวจการทำงานของตับ
  • การตรวจภาพทางรังสี  เช่น  การอัลตร้าซาวด์ช่องท้องส่วนบน  
  • การตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า MRI (Magnetic Resonance Imaging)
  • ส่องกล้องติดอัลตราซาวด์ตรวจทางเดินอาหาร EUS (Endoscopic Ultrasound) 

 

ขั้นตอนการรักษา

ในปัจจุบันมีวิธีการรักษาโดยการใช้กล้องส่องเข้าไปทางปาก ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการนำนิ่วออกโดยไม่ต้องผ่าตัด นั่นคือการรักษาด้วยวิธี E.R.C.P. (ENDOSCOPIC RETROGRADE CHOLANGIOPANCREATOGRAPHY.)

ซึ่งก่อนเข้ารับการรักษาด้วยวิธีนี้จะพบว่าผู้ป่วยมักมีอาการแทรกซ้อนจากการติดเชื้อในท่อน้ำดีร่วมด้วย จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะทางเส้นเลือด เมื่ออาการคงที่จึงเริ่มการรักษาด้วยวิธี ERCP  โดยประสบผลสำเร็จในการรักษาสูง 95 %

กรณีพบว่านิ่วมีขนาดใหญ่มาก หรือมีข้อจำกัดทางกายวิภาคของท่อน้ำดี จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด ทั้งนี้หลังการรักษาด้วยวิธี E.R.C.P. อาจทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียนได้ เมื่อนอนพักฟื้นประมาณ 2 วัน ก็จะหายเป็นปกติ

 

การป้องกันดูแลสุขภาพ ลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่ว

  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ลดอาหารมัน เลือกทานไขมันอิ่มตัว
  • รับประทานให้ครบ 5 หมู่ ควรเลือกทานอาหารที่มีกากใย
  • ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรระมัดระวังการลดน้ำหนักไม่มากกว่า 1.5 กิโลกรัม/เดือน
  • แนะนำออกกำลังกาย 30 นาที  5 ครั้ง/สัปดาห์ ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของน้ำดี



นายแพทย์ธีรนันท์ สรรพจิต
อายุรแพทย์ ชำนาญการด้านระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเปาโล เกษตร

 

สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม

โรงพยาบาลเปาโล เกษตร โทร. 02 1500 900

Line official account : Paolo Hospital Kaset

Line ID : @paolokaset